อังกฤษ*สก๊อตแลนด์*เวลส์ 11 วัน 8 คืน

อังกฤษ

ไฮไลท์แพ็คเกจ

เที่ยวเกาะอังกฤษ ครบเมืองสวย เก็บเมืองเล็กๆที่น่ารัก (เขตคอร์ทโวล์ด และแคว้นยอร์คเชียร์ตะวันตก) สัมผัสเมืองมรดกโลกที่มีเอกลักษณ์แบบอังกฤษอย่างแท้จริง อาหารดีที่พักเยี่ยม ท่านจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน ตะลุยมหานครลอนดอน สัมผัสกลิ่นไอ แห่งผู้ดีอังกฤษ อย่างจุใจ ช้อปปิ้งอย่างจุใจ ลิ้มรสเป็ดย่างโฟร์ ซีซั่น + Burger & Lobster รสชาติต้นตำรับ

กำหนดตารางการเดินทาง / ราคา

11-21 มีนาคม 2022
ประเภทลูกทัวร์
ค่าบริการ
ผู้ใหญ่
฿132,732
บริการเสริม
ค่าบริการ
พักเดี่ยวเพิ่ม
฿28,900

กำหนดตารางการเดินทาง

วันแรก 1 : กรุงเทพฯ – ลอนดอน
  • 22:00
    • สมาชิกทุกท่านพร้อมกัน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศชั้น 4 เคาท์เตอร์ D สายการบินไทย โดยมีเจ้าหน้าที่บริษัทคอยอำนวยความสะดวก
วันที่สอง 2 : ลอนดอน – แคมบริดจ์ – ยอร์ค – ชมเมือง
  • 00:15
    • เหิรฟ้าสู่มหานครลอนดอน...โดยสายการบินไทย แอร์เวย์ Thai Airways เที่ยวบินที่ TG910
  • 06:20
    • ถึงสนามบินฮิสโธรว์ มหานครลอนดอน หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว

    • เดินทางสู่เมืองเคมบริดจ์ (Cambridge) (114 กม.) เป็นเมืองมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่เป็นอันดับสองในอังกฤษ และเป็นศูนย์กลางการปกครองของเคมบริดจ์เชียร์ ตัวเมืองห้อมล้อมไปด้วยหมู่บ้านขนาดเล็กจำนวนหนึ่ง เมืองนี้ยังเป็นหัวใจของศูนย์เทคโนโลยีชั้นสูง ที่รู้จักกันในชื่อ ซิลิคอนเฟน (Silicon Fen) และเป็นที่ตั้งของวิทยาลัยสาขาต่างๆ มากมาย ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

    • เดินสู่ท่าเรือแม่น้ำเคม พิเศษ...นำท่านนั่งเรือค้ำถ่อ หรือ Punting ในแม่น้ำแคม (River Cam) เพื่อชมบรรยากาศริมแม่น้ำ และสถาปัตยกรรมที่สวยงามของแคมปัสต่างๆ ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ผ่านชมจุดสำคัญ อาทิ St. John's College, The Trinity College, King's College, Queens' Collage เป็นต้น ผ่าน Bridge of Sighs ที่ทำเชื่อมตึกข้ามแม่น้ำแคม King's College ผ่าน Mathematical Bridge ของ Queens' College เป็นสะพานที่เซอร์ไอแซก นิวตัน ออกแบบไว้โดยไม่ใช้ตะปู แต่มีนักศึกษาอยากรู้อยากเข้าใจเลยรื้อและประกอบกลับไม่ได้ จึงตรึงไว้ใหม่ด้วยตาปูอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ผ่าน Trinity College สถานที่ศึกษาของเซอร์ไอแซก นิวตัน ผู้คิดแรงโน้มถ่วงโลก จากนั้นนำท่านออกเดินทางเข้าสู่มหานครลอนดอน /
    เคมบริดจ์ (อังกฤษ: Cambridge) เป็นเมืองมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ในอังกฤษ สหราชอาณาจั...

    เคมบริดจ์ (อังกฤษ: Cambridge) เป็นเมืองมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ในอังกฤษ สหราชอาณาจักร และเป็นศูนย์กลางการปกครองของเคมบริดจ์เชอร์ เมืองอยู่ห่างจากลอนดอนไปทางเหนือ-ตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ 80 กิโลเมตร และห้อมล้อมไปด้วยเมืองและหมู่บ้านขนาดเล็กจำนวนหนึ่ง เมืองนี้ยังเป็นหัวใจของศูนย์เทคโนโลยีชั้นสูง ที่รู้จักกันในชื่อ ซิลิคอนเฟน (Silicon Fen) และเป็นส่วนสำคัญของเขตอุตสาหกรรมความรู้ ออกซฟอร์ด-เคมบริดจ์อาร์ก (Oxford-Cambridge Arc) เมืองเคมบริดจ์เป็นที่รู้จักมากที่สุดจากการเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ จากการสำรวจสำมะโนประชากร เมื่อปี ค.ศ. 2001 มีประชากร 108,863 คน (รวมนักเรียน 22,153 คน)

    Rattanaphon Pattha
  • เที่ยง
    • บริการอาหารกลางวัน ณ ภัคคาคาร
  • บ่าย
    • หลังอาหารเดินทางสู่เมืองยอร์ก (York) (254 กม.) ตัวเมืองยังมีกำแพงเมืองโบราณล้อมรอบค่อนข้างสมบูรณ์ ตั้งอยู่ในเขตนอร์ธ ยอร์กเชอร์ มีแม่น้ำอูสและแม่น้ำฟอสส์ไหลผ่าน เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และมีบทบาทมาเกือบตลอด 2,000 ปี นำท่านเดินชมเมืองยอร์ก เมืองเก่าแสนสวยที่ท่านจะต้องหลงรัก กำแพงเมืองเก่าที่โอบล้อมตัวเมืองสภาพยังคงสมบูรณ์มาก เก็บภาพมหาวิหารยอร์ค (York Minster) มหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอังกฤษใช้เวลาในการก่อสร้างนานกว่า 250 ปี เข้าสู่ย่านเก่าแก่ที่ชื่อว่ายอร์กแชมเบิล (York Shamble) เป็นถนนการค้าย่านที่เก่าแก่ที่สุดในเมือง ลักษณะเป็นตรอกเล็กๆ มีร้านค้าของที่ระลึกอยู่สองฝั่ง ร้านค้าแถบนี้สร้างขึ้นโดยใช้ไม้เป็นโครงสร้างเมื่อก่อนแถวนี้จะเป็นที่ขายเนื้อสัตว์ จะเห็นตะขอที่ไว้เกี่ยวเนื้อสัตว์ห้อยอยู่หน้าบ้าน และที่เห็นว่าบริเวณชั้น 2 ของร้านจะยื่นออกมามากกว่าชั้นล่าง The Little Shamble แห่งนี้มีชื่อเสียงมากขึ้น เพราะว่าเป็นแรงบันดาลใจในการสร้าง ตรอกไดแอกอน (Diagon Alley) ในเรื่อง Harry Potter อิสระทุกท่านตามอัธยาศัย
    ยอร์ก (อังกฤษ: York) เป็นนครที่ยังมีกำแพงเมืองโบราณล้อมรอบที่ตั้งอยู่ในนอร์ธยอร์...

    ยอร์ก (อังกฤษ: York) เป็นนครที่ยังมีกำแพงเมืองโบราณล้อมรอบที่ตั้งอยู่ในนอร์ธยอร์กเชอร์ในภูมิภาคยอร์กเชอร์และแม่น้ำฮ้มเบอร์ของอังกฤษ นครยอร์กตั้งอยู่ในบริเวณที่แม่น้ำอูสและแม่น้ำฟอสส์ ยอร์กเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และมีบทบาทมาเกือบตลอด 2,000 ปีที่ก่อตั้งมา เมืองยอร์กก่อตั้งเป็นเมืองป้อมปราการเอบอราคุม (Eboracum) ในปี ค.ศ. 71 โดยโรมัน และได้รับเลือกให้เป็นเมืองหลวงของบริทาเนียน้อย (Britannia Inferior) ระหว่างสมัยโรมันบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์เช่นจักรพรรดิคอนสแตนตินมหาราชมีส่วนเกี่ยวข้องกับเมือง จักรวรรดิโรมันทั้งหมดปกครองจากยอร์กเป็นเวลาสองปีโดยจักรพรรดิเซปตีมิอุส เซเวรุส (Septimius Severus) หลังจากชาวแองเกิลส์เข้ามาตั้งถิ่นฐานยอร์กก็ได้รับชื่อใหม่เป็น “Eoferwic” ของราชอาณาจักรนอร์ทธัมเบรีย เมื่อชนไวกิงเข้ายึดเมืองในปี ค.ศ. 866 ก็เปลี่ยนชื่อเมืองเป็นจอร์วิกของราชอาณาจักรจอร์วิก (Jórvík) ที่มีอาณาบริเวณครอบคลุมทางบริเวณตอนเหนือของอังกฤษเกือบทั้งหมด จนกระทั่งราว ค.ศ. 1000 เมืองจึงมารู้จักกันในชื่อ “ยอร์ก” ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14 พระเจ้าริชาร์ดที่ 2 มีพระราชประสงค์ที่จะตั้งยอร์คเป็นเมืองหลวงของอังกฤษแต่ก่อนที่จะสำเร็จพระองค์ก็ทรงถูกถอดจากการเป็นพระมหากษัตริย์เสียก่อน หลังจากสงครามดอกกุหลาบ ยอร์คก็กลายเป็นที่ตั้งของสภาแห่งภาคเหนือ (Council of the North) และมีฐานะที่ยอมรับกันว่าเป็นเมืองหลวงของภาคเหนือ จนกระทั่งหลังจากการฟื้นฟูราชวงศ์เท่านั้นที่ความสำคัญทางการเมืองของยอร์คเริ่มลดถอยลง ภาคยอร์กเป็นหนึ่งในภาคคริสตจักรในคริสตจักรแห่งอังกฤษเช่นเดียวกับภาคแคนเทอร์เบอรี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 คำว่า “นครยอร์ก” หมายถึงบริเวณที่รวมทั้งบริเวณรอบนอกออกไปจากเขตตัวเมืองเก่า บริเวณปริมณฑลยอร์กมีประชากรด้วยกันราว 137,505 คน แต่เมื่อรวมทั้งรอบนอกแล้วก็มีด้วยกัน 193,300 คน

    FUNNY TRIP HOLIDAY
  • ค่ำ
    • บริการอาหารมื้อค่ำ ณ ภัตตาคาร

    • พักที่: NOVOTEL YORK CENTRE HOTEL หรือที่พักระดับใกล้เคียง
วันที่สาม 3 : ยอร์ค – เอดินเบิร์ก – ปราสาทเอดินเบิร์ก – คาล์ตัน ฮิลล์
  • เช้า
    • บริการอาหารเช้า ที่ห้องอาหารของโรงแรม

    • หลังอาหารเดินทางสู่กรุงเอดินเบิร์ก (324 กม.) เป็นเมืองที่เจริญมากที่สุดเมืองหนึ่งในสหราชอาณาจักร เมืองหลวงและเมืองศูนย์กลางวัฒนธรรม แห่งความภาคภูมิใจของชาวสก๊อต เป็นเมืองศูนย์กลางของประเทศสก๊อตแลนด์ ตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 15 เจ้าของสมญานามกรุงเอเธนส์แห่งยุโรปเหนือ
  • เที่ยง
    • บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
  • บ่าย
    • นำท่านเข้าชม “ปราสาทเอดินเบิร์ก” อันสง่างามจากทุกมุมเมืองเคยเป็นที่ประทับของกษัตริย์ สก๊อตแลนด์ เคยถูกทำลายลงหลายครั้งแต่ทุกครั้งก็ไดรับการบูรณะและสร้างใหม่ให้กลับคืนสู่ความสง่างาม โดยเฉพาะครั้งสุดท้ายในศตวรรษที่ 19 โดยเซอร์วอลเตอร์สก๊อต นักปราชญ์ชาวสกอตแลนด์เข้าชมห้องต่างๆ ภายใน อาทิห้องหุ่นจำลองและห้องแสดงมหามงกุฎที่แสดงเหตุการณ์นับตั้งแต่การขึ้นครองราชย์ของปฐมกษัตริย์ตลอดจนห้องเครื่องราชกกุธภัณฑ์

    • จากนั้นนำท่านชมกรุงเอดินเบอระ ซึ่งมีศูนย์กลางเมืองตั้งอยู่รอบ ๆ ปราสาทเอดินเบิร์ก เมืองเอดินเบอระติดอันดับเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดเป็นอันดับสองของสหราชอาณาจักรรองจากกรุงลอนดอน จากนั้นขึ้นสู่ คาล์ตัน ฮิลล์ (Calton Hill) ที่เป็นที่ตั้งของเสาคอลั่ม โรมันอันใหญ่ยักษ์ ที่ถือเป็น The National Monument ของสก็อตแลนด์ พื้นที่ตรงนี้ สมัยโบราณใช้เป็นที่ประหารนักโทษ ต่อมาก็เปลี่ยนมาเรื่อยๆ เป็นโรงหนังบ้าง บ้านของข้าราชการบ้าง จากนั้นผ่านชมรัฐสภาสก็อตแลนด์ ผ่านชมร้าน The Elephant House เป็นร้านนั่งชิลๆ เมนูเบาๆ อาหารราคาไม่แพง ที่ J.K. Rowling มานั่งแต่งหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ภาคแรก
    เป็นปราสาทในยุคกลางมีอายุมามากกว่า 1,000 ปี ซึ่งเมื่อก่อนที่บริเวณนี้คือภูเขาไฟป...

    เป็นปราสาทในยุคกลางมีอายุมามากกว่า 1,000 ปี ซึ่งเมื่อก่อนที่บริเวณนี้คือภูเขาไฟปะทุขึ้นเมื่อประมาณ 350 ล้านปีที่ผ่านมา ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเอดินบะระ ทำให้สามารถเห็นเมืองเอดินบะระ ได้เเบบรอบทิศทางเลยทีเดียว ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สวยและเป็นไฮไลต์หนึ่ง ของการมาเที่ยวสกอตแลนด์ ก่อนหน้านี้เริ่มมาตั้งแต่ยุคกลางสร้างโดยคิงเดวิดที่ 1 ปี ค.ศ. 1124 เป็นที่พำนักของราชวงศ์มาอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 1633 ปราสาทเอดินบะระถูกยึดครองโดยราชวงศ์อังกฤษและเปลี่ยนเป็นราชวงศ์สกอตหลายครั้ง จนสุดท้ายได้ถูกเปลี่ยนเป็นป้อมปราการและฐานทัพทหารเพื่อป้องกันการบุกโจมตีของพวกไวกิ้ง จนกระทั่งปี 1814 ปราสาทแห่งนี้ได้กลายเป็นอนุสรณ์สถานแห่งชาติไปในปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 ปราสาทได้รับการบูรณะเรื่อยมา จนกลายมาเป็นพระราชวัง เป็นปราสาทที่เเข็งเเกร่งมากที่สุดของโลก นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นฐานทัพทางทหารที่สำคัญ ปราสาทเปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นช่วงวันคริสต์มาส 24-26 ธันวาคมของทุกปี ค่าเข้าอยู่ที่ 19.5 ปอนด์ หน้าประตูทางเข้าปราสาท มีรูปปั้น 2 นักรบผู้ยิ่งใหญ่แห่งสกอตแลนด์อยู่ซ้ายและขวาโดยด้านซ้ายคือเซอร์ วิลเลียม วอลเลซ (William Wallace) ผู้ซึ่งปกป้องสกอตแลนด์จากอังกฤษในศตวรรษที่ 13 จากภาพยนตร์เรื่อง Brave Heart ที่เราได้ชมกัน ส่วนขวาคือ Robert the Bruce นักรบที่กู้ปราสาทคืนมาจากอังกฤษในปี 1313 ด้านในแบ่งเป็นส่วนของป้อมปราการ กำแพงปราสาทโบราณ ตรงลานปืนใหญ่ ที่คุณจะเห็น One O’Clock Gun ซึ่งเป็นการยิงปืนใหญ่ทุกวันในเวลา 13.00 น. ตลอด 150 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้สัญญาณบอกเวลาเเก่เรือที่ท่าเรือ Leith ให้ทราบเวลา บริเวณนี้ถือเป็นจุดชมวิวเมืองที่สำคัญด้วย มองไปจะเห็นส่วนของ New Town ได้ทั้งหมด ภายในปราสาทมีพิพิธภัณฑ์เยอะแยะมากมายให้เราแวะชม เช่น บริเวณ Scottish National War Museum จะบอกเล่าประวัติความเป็นมาของการสู้รบของทหารสกอต ส่วนของพระราชวัง มีอาคารหลัก 2 หลัง คือ Royal Palace ที่เป็นหอนาฬิกา และ Great Hall ห้องโถงใหญ่ ขนาด 29 x 12.5 ตร.ม. ใช้เป็นห้องจัดเลี้ยงในพิธีการสำคัญต่างๆ จากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนั้นก็มีห้องที่สำคัญเช่น The Birth Chamber or Mary Room เป็นสถานที่ประสูติของพระเจ้าเจมส์ที่ 6 พระโอรสของพระนางแมรี ราชินีแห่งสกอต ซึ่งพระองค์เป็นผู้ที่สามารถรวมบัลลังก์อังกฤษและสกอตแลนด์เข้าด้วยกัน เเละอ้างสิทธิ์เหนือสองบัลลังก์ทำให้ทั้งอังกฤษเเละสกอตเเลนด์ รวมกันตั้งเเต่ปี ค.ศ.1603 อีกห้องคือ ห้อง Crown Roomเพราะเป็น ห้องที่เก็บเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป สิ่งของศักดิ์สิทธิ์ 3 อย่าง ได้แก่ พระมหาพิชัยมงกุฎ คทา และพระแสงดาบ พร้อมด้วยหินสโคน (Stone of Scone) มีการดูแลป้องกันรักษาเป็นอย่างดี ก่อนจะลงจากปราสาท อย่าลืมแวะซื้อหาของที่ระลึกอย่างเช่น วิสกี้มีหลายขนาดมาก หรือถ้าไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ก็ซื้อขนม Shortbread ของขึ้นชื่อของที่นี่ก็ย่อมได้

    Rattanaphon Pattha
  • ค่ำ
    • บริการอาหารมื้อค่ำ ณ ภัตตาคาร

    • พักที่: CROWN PLAZA HOTEL EDINBURGH หรือที่พักระดับใกล้เคียง
วันที่สี่ 4 : เอดินเบอร์ก – ล่องเรือทะเลสาบวินเดอเมียร์ – ลิเวอร์พูล – ชมเมือง
  • เช้า
    • บริการอาหารเช้า ที่ห้องอาหารของโรงแรม

    • หลังอาหารเดินทางสู่เมืองวินเดอร์เมียร์ (241 กม.)โดยใช้เส้นทางผ่านเขตเลคดิสทริค ซึ่งเป็นหนึ่ง ในดินแดนแห่งทะเลสาบทั้งสิบหกแห่ง

    • นำท่านล่องเรือชมความงดงามของทะเลสาบวินเดอร์เมียร์ ชมบรรยากาศของธรรมชาติรอบทะเลที่เต็มไปด้วยต้นไม้ และดอกไม้เมืองหนาวที่แลดูร่มรื่นและสวยงาม บริเวณหุบเขาและที่ราบต่ำของเขตคัมเบรีย และยังเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในละแวกนี้
    วินเดอร์เมียร์ เป็นเมืองและตำบลในเซาท์เลคแลนด์อำเภอของคัมเบรี , สหราชอาณาจักร ใ...

    วินเดอร์เมียร์ เป็นเมืองและตำบลในเซาท์เลคแลนด์อำเภอของคัมเบรี , สหราชอาณาจักร ในการสำรวจสำมะโนประชากร 2544ตำบลมีประชากร 8,245 คนเพิ่มขึ้นในการสำรวจสำมะโนประชากร พ.ศ. 2554เป็น 8,359 อยู่ห่างจากทะเลสาบวินเดอร์เมียร์ไปทางตะวันออกประมาณครึ่งไมล์ (1 กม.) แม้ว่าเมืองวินเดอร์เมียร์จะไม่สัมผัสกับทะเลสาบ (ใช้ชื่อทะเลสาบเมื่อสร้างทางรถไฟในปี 1847 และสถานีนี้เรียกว่า "วินเดอร์เมียร์") แต่ตอนนี้ก็เติบโตขึ้นพร้อมกับเมืองเก่าริมทะเลสาบBowness-on วินเดอร์เมียร์แม้ว่าทั้งสองจะยังคงรักษาความโดดเด่นของใจกลางเมืองไว้ได้ การท่องเที่ยวเป็นที่นิยมในเมืองเนื่องจากอยู่ใกล้กับทะเลสาบและทิวทัศน์ในท้องถิ่น เรือจากท่าเทียบเรือใน Bowness แล่นไปรอบ ๆ ทะเลสาบหลายแห่งเรียกที่Amblesideหรือที่Lakesideซึ่งมีทางรถไฟที่ได้รับการบูรณะ Windermere Hotelเปิดให้บริการในช่วงเวลาเดียวกับการรถไฟ ในอดีตเป็นส่วนหนึ่งของเคาน์ตีเวสต์มอร์แลนด์เมืองวินเดอร์เมียร์เป็นที่รู้จักกันในนาม Birthwaite ก่อนการมาถึงของรถไฟเคนดัลและวินเดอร์เมียร์ซึ่งกระตุ้นการพัฒนา Windermere สถานีข้อเสนอรถไฟและรถประจำทางเชื่อมต่อไปยังพื้นที่โดยรอบแมนเชสเตอร์สนามบินและสายหลักฝั่งตะวันตก การก่อตัวทางธรณีวิทยารอบ ๆ พื้นที่ทำให้พวกเขาได้รับชื่อจากเมือง พวกเขาจะเรียกว่ากลุ่ม Windermereของหินตะกอน ชื่อเมืองยังกำหนดให้กับ Rt. ที่รัก ดร. เดวิดคลาร์กบารอนคลาร์กแห่งวินเดอร์เมียร์ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ในวินเดอร์เมียร์

    Rattanaphon Pattha
  • เที่ยง
    • บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
  • บ่าย
    • จากนั้นเดินทางสู่เมืองลิเวอร์พูล (138 กม.) เมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน

    • นำท่านชม “เมืองลิเวอร์พูล” ถิ่นกำเนิดวงดนตรีสี่ เต่าทอง The Beatle ถ่ายภาพคู่กับอนุสาวรีย์ เดอะ บิทเทิล บริเวณท่าเรือ แห่งการท่องเที่ยว ที่มีความสำคัญมากแห่งหนึ่งของประเทศอังกฤษ โดยเฉพาะในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 ลิเวอร์พูลก็ได้รับตำแหน่งเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรปพร้อมกับเมืองสตราวันเจอร์ ในนอร์เวย์อีกด้วย

    • นำท่านเดินทางไปถ่ายรูปด้านนอก Anfield ส นามของสโมสรดังลิเวอร์พูล เจ้าของคำขวัญ YOU WILL NEVER WALK ALONE
    เมืองลิเวอร์พูล (อังกฤษ: Liverpool) เป็นนครและเป็นโบโรมหานครในเทศมณฑลเมอร์ซีย์ไซ...

    เมืองลิเวอร์พูล (อังกฤษ: Liverpool) เป็นนครและเป็นโบโรมหานครในเทศมณฑลเมอร์ซีย์ไซด์ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอังกฤษ ลิเวอร์พูลตั้งอยู่ทางตะวันออกของปากน้ำเมอร์ซีย์ (Mersey Estuary) ลิเวอร์พูลก่อตั้งมาตั้งแต่ ค.ศ. 1207 และได้รับฐานะเป็น “นคร” ในปี ค.ศ. 1880 จากการสำรวจสำมโนประชากรใน ค.ศ. 2006 ลิเวอร์พูลมีประชากรทั้งหมดประมาณ 435,500 คน โดยมีความหนาแน่นเป็นจำนวน 5,001 คนต่อหนึ่งตารางกิโลเมตร เมื่อรวมประชากรในปริมณฑลแล้วก็เป็น 816,216 คน ในทางประวัติศาสตร์ของมณฑลเดิมลิเวอร์พูลเป็นส่วนหนึ่งของแลงคาสเชอร์ ความรุ่งเรืองของลิเวอร์พูลมาจากการเป็นเมืองท่าสำคัญ ภายในคริสต์ศตวรรษที่ 18 การติดต่อค้าขายกับแคริบเบียน, ไอร์แลนด์ และแผ่นดินใหญ่ยุโรป และความสะดวกในการติดต่อค้าขายกับการค้าทาสข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค (Atlantic Slave Trade) ยิ่งทำให้เศรษฐกิจเติบโตมากยิ่งขึ้น ภายในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 40% ของการค้าขายในโลกต้องผ่านเมืองท่าลิเวอร์พูลซึ่งทำให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นเมืองสำคัญที่สุดเมืองหนึ่งของอังกฤษ ผู้ที่มาจากลิเวอร์พูลมักจะเรียกกันว่า “ลิเวอร์พัดเลียน” (Liverpudlians) หรือ “สเกาส์” (Scouse) ที่มาจากอาหารท้องถิ่นชื่อเดียวกันที่เป็นสตู นอกจากนั้นคำว่า “สเกาส์” ยังใช้เรียกสำเนียงท้องถิ่น การที่เป็นเมืองท่าทำให้ประชากรของลิเวอร์พูลมีความแตกต่างกันทางเชื้อชาติที่มาจากที่ต่างๆ โดยเฉพาะจากไอร์แลนด์ ความเป็นที่นิยมของเดอะบีทเทิลส์และกลุ่มนักร้องอื่นๆ ทำให้ลิเวอร์พูลเป็นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ในปี ค.ศ. 2007 ลิเวอร์พูลฉลองครบรอบ 800 ปีที่ก่อตั้งมาและในปี ค.ศ. 2008 ลิเวอร์พูลก็ได้รับตำแหน่งเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรปร่วมกับเมืองสตาวังเงร์ในนอร์เวย์ ในปี ค.ศ. 2004 บริเวณหลายบริเวณในตัวเมืองได้รับฐานะเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกที่เรียกว่าเมืองการค้าทางทะเลลิเวอร์พูล (Liverpool Maritime Mercantile City) ที่ประกอบด้วยบริเวณที่แยกกันหกบริเวณในตัวเมืองที่รวมทั้ง เพียร์เฮด (Pier Head) ท่าอัลเบิร์ตและถนนวิลเลียม บราวน์ และสถานที่ที่น่าสนใจของตัวเมือง

    Rattanaphon Pattha
  • ค่ำ
    • บริการอาหารมื้อค่ำ ณ ภัตตาคาร

    • พักที่: NOVOTEL LIVERPOOL CENTRE HOTEL หรือที่พักระดับใกล้เคียง
วันที่ห้า 5 : ลิเวอร์พูล – แมนเชสเตอร์ – สนามโอลแทรฟฟอร์ด สเตรทฟอร์ด อัพ ออน เอวอน – บริสทอล
  • เช้า
    • บริการอาหารเช้า ที่ห้องอาหารของโรงแรม

    • หลังอาหารเดินทางสู่เมืองแมนเชสเตอร์ (55 กม.) เข้าชมภายในสนามฟุตบอลโอลด์ แทรฟฟอร์ด ของสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ซึ่งมีจำนวนความจุ 75,635 ที่นั่ง อลด์แทรฟฟอร์ดเป็นสนามกีฬาของสโมสรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักร เป็นสนามฟุตบอลขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของประเทศและใหญ่เป็นอันดับที่ 8 ในทวีปยุโรปพร้อมชมพิพิธภัณฑ์ ความเป็นมาของสนามฟุตบอล อันยิ่งใหญ่แห่งนี้ มีเวลาให้ท่านเลือกซื้อสินค้าลิขสิทธิ์ประจำทีมแมนเชสเตอร์ได้ตามอัธยาศัย ***กรณีมีการแข่งขันหรือสนามแมนเชสเตอร์ ปิด ทางบริษัทของสงวนสิทธิ์เปลี่ยนเป็นเข้าชมสนามฟุตบอลลิเวอร์พูลแทน***
    แมนเชสเตอร์ เป็นนครและโบโรมหานคร ในเทศมณฑลเกรเทอร์แมนเชสเตอร์ ตอนเหนือของประเทศอ...

    แมนเชสเตอร์ เป็นนครและโบโรมหานคร ในเทศมณฑลเกรเทอร์แมนเชสเตอร์ ตอนเหนือของประเทศอังกฤษ มีประชากรในปี ค.ศ. 2013 จำนวน 514,417 คนตั้งอยู่ในพื้นที่เขตเมืองที่มีประชากรมากที่สุดอันดับสองของสหราชอาณาจักร ซึ่งมีมากถึง 2.55 ล้านคน แมนเชสเตอร์ติดต่อกับที่ราบเชชเชอร์ทางทิศใต้ ติอต่อกับเทือกเขาเพนไนน์ทางทิศเหนือและทิศตะวันออก ตัวเมืองของแมนเชสเตอร์นั้นมีแนวโน้มขยายตัวเป็นวงกว้างอย่างต่อเนื่อง โดยมีสภานครแมนเชสเตอร์ เป็นหน่วยงานการปกครองส่วนท้องถิ่น บันทึกประวัติศาสตร์ของแมนเชสเตอร์เริ่มต้นจากการตั้งถิ่นฐานและการก่อสร้างป้อมปราการในยุคโรมัน ชื่อว่า มามูคิอุม หรือ แมนคูเนียม ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณ 79 ปีหลังคริสตกาล บริเวณเนินเขาใกล้จุดบรรจบของแม่น้ำเมดล็อกกับแม่น้ำเออร์เวลล์ ซึ่งอยู่ในเทศมณฑลแลงคาเชอร์ในขณะนั้น ซึ่งต่อมาพื้นที่ทางตอนใต้ของแม่น้ำเมอร์ซีย์ได้รับการจัดตั้งขึ้นเป็นเชสเชียร์ในช่วงศตวรรษที่ 20 ตลอดเวลาในยุคกลาง แมนเชสเตอร์ยังคงเป็นเมืองแมนเนอร์เล็ก ๆ แต่เริ่มขยายตัวขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์เมื่อราวย่างเข้าศตวรรษที่ 19 ความเจริญรุ่งเรืองจากการผลิตสิ่งทอในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้มีการพัฒนาของเมืองอย่างรวดเร็วและส่งผลให้แมนเชสเตอร์กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมแห่งแรกของโลก แมนเชสเตอร์ได้รับฐานะนครเมื่อปี ค.ศ. 1853 ซึ่งเป็นนครของอังกฤษแห่งในรอบสามร้อยปี คลองเดินเรือสมุทรแมนเชสเตอร์ ซึ่งเป็นคลองเดินเรือที่ยาวที่สุดในโลกในขณะนั้น เปิดใช้ในปี ค.ศ. 1894 ทำให้มีท่าเรือแมนเชสเตอร์ เชื่อมต่อเมืองไปยังทะเลเป็นระยะทาง 36 ไมล์ (58 กิโลเมตร) ไปทางทิศตะวันตก ความเจริญมั่งคั่งได้ซบเซาลงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เนื่องมาจากการเลิกสนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิต (en:deindustrialisation) แต่การลงทุนได้กลับมาเริ่มต้นจากเหตุระเบิดในแมนเชสเตอร์ ค.ศ. 1996 ซึ่งนำไปสู่การฟื้นฟูเมืองครั้งใหญ่ ในปี ค.ศ. 2014 เครือข่ายวิจัยโลกาภิวัฒน์และนครโลก (en:Globalization and World Cities Research Network) ได้จัดแมนเชสเตอร์เป็นนครโลกระดับบีตา และทำให้เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของอังกฤษ หากไม่นับลอนดอนแมนเชสเตอร์เป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาเยือนมากที่สุดอันดับสามในสหราชอาณาจักร รองจากลอนดอน และเอดินบะระ และได้การยอมรับจากหลายฝ่ายว่าเป็นเมืองรองของสหราชอาณาจักรแมนเชสเตอร์เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงจากการกีฬา ขนส่ง ดนตรี ธุรกิจขนาดใหญ่ ผลผลิตทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม วัฒนธรรม ศิลปะ สถาปัตยกรรม สื่อ และอุตสาหกรรม มีสถานีรถไฟแมนเชสเตอร์ลิเวอร์พูลโรดเป็นสถานีรถไฟขนส่งผู้โดยสารระหว่างเมืองแห่งแรกของโลก และมีนักวิทยาศาสตร์ในเมืองที่แยกอะตอมได้เป็นครั้งแรก และพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์แบบเก็บโปรแกรมได้ (en:Manchester Small-Scale Experimental Machine) เครื่องแรกของโลก

    Rattanaphon Pattha
  • เที่ยง
    • บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
  • บ่าย
    • เดินทางสู่ “เมืองสแตรทฟอร์ด อัพพอน เอวอน” (194 กม.) เมืองที่ยังคงรักษาสภาพแวดล้อมแบบชนบทของอังกฤษแท้ ๆ ไว้ได้อย่างสมบูรณ์

    • เดินเล่นชมเมืองพร้อมถ่ายรูปบริเวณด้านนอกของบ้านเกิดของ “วิลเลี่ยมเชคสเปียร์ส” SHAKESPEAR’S BIRTH PLACE กวีและนักเขียนบทละครชาวอังกฤษที่ได้รับการยกย่องทั่วไปว่าเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ของอังกฤษและของโลก ผลงานที่โด่งดัง เช่น โรมิโอกับจูเลียส ชมบ้านหลังคามุงด้วยฟางเป็นรูปแบบเฉพาะของเมืองสแตรทฟอร์ด ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 จากนั้นเดินทางสู่เมืองบริสทอล (116 กม.) เมืองในยุคกลางของบริสตอลถูกจัดตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1155 ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเอวอน ซึ่งนับว่าเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการคมนาคมในอดีต เเละทำให้เมืองเเห่งนี้เป็นเมืองท่าสำคัญที่ใช้ในการขนถ่ายสินค้ากันอย่างคึกคักทางตอนใต้ของอังกฤษ
    Stratford-upon-Avon เป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นเพียงStratfordเป็นตลาดเมืองและพ...

    Stratford-upon-Avon เป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นเพียงStratfordเป็นตลาดเมืองและพลเรือนตำบลในอำเภอ Stratford-on-Avonในเขตของริลล์ , ในเวสต์มิดแลนด์ ภูมิภาคของอังกฤษ มันตั้งอยู่บนแม่น้ำเอวอน 91 ไมล์ (146 กิโลเมตร) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงลอนดอน 22 ไมล์ (35 กิโลเมตร) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเบอร์มิงแฮมและ 8 ไมล์ (13 กิโลเมตร) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของวอร์วิก]ประชากรโดยประมาณในปี 2550 คือ 25,505, เพิ่มขึ้นเป็น 27,445 ในสำมะโนปี 2554 ณ ปี 2018 ประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตสแตรตเฟิร์ดอะพอนเอวอนมีจำนวนถึง 130,098 คน เมืองที่เป็นจุดมากที่สุดทางตอนใต้ของอาร์เดนในพื้นที่และจุดเหนือสุดของCotswolds สแตรทฟอร์ดแต่เดิมเป็นที่อยู่อาศัยของชาวแองโกล-แซกซอนและยังคงเป็นหมู่บ้านก่อนที่ลอร์ดแห่งคฤหาสน์John of Coutancesได้วางแผนจะพัฒนาเมืองนี้ให้เป็นเมืองในปี ค.ศ. 1196 ในปีเดียวกันนั้น สแตรทฟอร์ดได้รับกฎบัตรจากกษัตริย์ ริชาร์ดที่ 1จัดตลาดนัดประจำสัปดาห์ในเมือง ให้เป็นเมืองตลาด เป็นผลให้สแตรทฟอร์ดประสบกับการเพิ่มขึ้นของการค้าและการพาณิชย์ตลอดจนการขยายตัวของเมือง เมืองนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม เนื่องจากมีสถานะเป็นบ้านเกิดและหลุมฝังศพของนักเขียนบทละครและกวีWilliam Shakespeareและได้รับผู้เข้าชมประมาณ 2.5 ล้านคนต่อปี Royal Shakespeare Companyอยู่ใน Stratford ของโรงละครรอยัลเชคสเปีย

    Rattanaphon Pattha
  • ค่ำ
    • บริการอาหารมื้อค่ำ ณ ภัตตาคาร

    • พักที่: NOVOTEL BRISTOL CENTRE HOTEL หรือที่พักระดับใกล้เคียง
วันที่หก 6 : บริสทอล – ไบบูรี – เบอร์ตัน ออน เดอะวอเตอร์ คาร์ดิฟฟ์ – เข้าชมปราสาทคาร์ดิฟ – บริ...
  • เช้า
    • บริการอาหารเช้า ที่ห้องอาหารของโรงแรม

    • หลังอาหารเดินทางมุ่งหน้าสู่ “หมู่บ้านไบบุรี” (78 กม.) เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่ในแคว้น Gloucestershire เขต Cotswolds (คอทส์โวล์ด) จัดว่าเป็น The Most beautiful village in England เดินเล่นชมบ้านเรือนอันเป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้านแห่งนี้ นั่นคือกระท่อมหินโบราณ ที่เรียงรายกันยาวไปเป็นแถว มีชื่อว่า Arlington Row ซึ่งกระท่อมเหล่านี้เคยเป็นที่พักของคนที่ทำอาชีพทอขนแกะในสมัยศตวรรษที่ 17 ชมโบสถ์อันเก่าแก่ อีกทั้งยังมีถนนสวย ๆ ที่รายล้อมด้วยดอกไม้สีสดใสริมสองข้างทาง ชม “ฟาร์มปลาเทราท์” อายุกว่า 100 ปี ตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้าน อันเนื่องมาจากแม่น้ำโคล์นเป็นสาขาหนึ่งที่แยกมาจากแม่น้ำเทมส์ เป็นแหล่งที่สามารถเลี้ยงปลาชนิดนี้ได้ตลอดทั้งปี ส่วนใหญ่ปลาที่เลี้ยงเป็นปลาเทราท์สีน้ำตาล กลายเป็นอาชีพที่ทำรายได้ให้กับคนในหมู่บ้านจำนวนมาก และฟาร์มปลาเทราต์ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของหมู่บ้านอีกด้วย

    • ได้เวลาสมควรนำท่านออกเดินทางสู่ “เมืองเบอร์ตัน ออน เดอะวอเตอร์” (18 กม.) หมู่บ้านเล็กๆ ที่รู้จักกันในนามของ “เวนิส แห่งคอตสวอลด์” เมืองที่โด่งดังที่สุดในคอตสโวลด์ ดูเงียบสงบมี ลําธารสายเล็ก ๆ (แม่น้ำวินด์รัช) ไหลผ่านกลางเมือง และมีสะพานหินทอดข้ามน้ำป็นช่วง ๆ กับต้นวิลโลว์ที่แกว่งกิ่งก้านใบอยู่ริมน้ำ เมืองนี้มีร้านอาหารและโรงแรม รวมทั้งร้านค้าให้เดินเล่นเก็บบรรยากาศอันรื่นรมย์

    • นำท่านชมความสวยงามภายในหมู่บ้านแห่งนี้ พร้อมทั้งถ่ายภาพเป็นที่ระลึก
    "หมู่บ้าน Bibury" ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหมู่บ้านที่สวยที่สุดในประเทศอังกฤษ รับรองว่...

    "หมู่บ้าน Bibury" ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหมู่บ้านที่สวยที่สุดในประเทศอังกฤษ รับรองว่าคุณจะอยากไปเห็นกับตาตัวเองสักครั้ง สำหรับหมู่บ้าน Bibury ตั้งอยู่ในมลฑล Cotswolds ซึ่งเป็นสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยกระท่อมโบราณ โบสถ์อันเก่าแก่ อีกทั้งยังมีถนนสวย ๆ ที่รายล้อมด้วยดอกไม้สีสดใสริมสองข้างทาง ซึ่งสร้างความรู้สึกสดชื่นให้ผู้มาเยือนได้มากทีเดียว และมันยังถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสถานที่สุดโรแมนติกซึ่งเหมาะแก่การถ่ายพรีเวดดิ้งหรือจัดงานแต่งมากทีเดียว นอกจากนี้มันยังทำหน้าที่เป็นฉากหลังสวย ๆ ให้ภาพยนตร์ชื่อดัง อย่าง Bridget Jones's Diary ด้วย ความงดงามของหมู่บ้าน Bibury ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะถ้าหากว่าคุณได้เดินสำรวจรอบ ๆ หมู่บ้านก็จะพบกับสวนดอกไม้ของแต่ละบ้านที่ชูช่อประหนึ่งว่ากำลังต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างไรอย่างนั้นเลย อีกทั้งยังมีธารน้ำใส ๆ ให้บรรดาหงส์สีขาวล่องลอยสวนกระแสน้ำผ่านไป-มา นับเป็นอีกภาพสวย ๆ ที่คุณไม่ควรพลาดที่จะบันทึกความงดงามเหล่านั้นไว้ ไม่ว่าจะผ่านกล้องถ่ายรูปหรือเก็บใส่ความทรงจำดี ๆ ไว้ก็ตาม

    Rattanaphon Pattha
    เบอร์ตัน-ออน-เดอะ-วอเทอร์เป็นหมู่บ้านน่ารักที่มีสถาปัตยกรรมหินสีน้ำผึ้งอันโดดเด่...

    เบอร์ตัน-ออน-เดอะ-วอเทอร์เป็นหมู่บ้านน่ารักที่มีสถาปัตยกรรมหินสีน้ำผึ้งอันโดดเด่นซึ่งตั้งอยู่ภายในชนบทที่สวยงาม แม่น้ำที่เงียบสงบ ร้านค้างานฝีมือ และคาเฟ่ริมน้ำเป็นสิ่งที่ดีเลิศของหมู่บ้านคอทส์โวลด์ เบอร์ตัน-ออน-เดอะ-วอเทอร์ที่พัฒนาโดยชาวแซกซันและครั้งหนึ่งเคยเป็นเมืองหน้าด่านโรมันกลายเป็นศูนย์กลางการค้าขนสัตว์ที่สำคัญในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม หมู่บ้านนี้อยู่คร่อมแม่น้ำวินด์รัชซึ่งเป็นทางน้ำไหลช้าที่มีสะพานอันงดงามพาดผ่านหลายสะพาน ชื่นชมบ้านหินในศตวรรษที่ 15 และ 16 อันยิ่งใหญ่ที่ล้อมรอบแม่น้ำและถูกใช้เป็นร้านเบเกอรี่ ธนาคาร ร้านบูติก ร้านอาหาร และพิพิธภัณฑ์ เดินเล่นไปตามริมน้ำและผ่อนคลายภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ที่น่าเกรงขามในระหว่างที่เพลิดเพลินไปกับทัศนียภาพอันสวยงาม เยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่โดดเด่นซึ่งรวมถึง วิคทอเรีย ฮอลล์ จากปลายศตวรรษที่ 19 โบสถ์เซนต์ลอเรนซ์ มีโครงสร้างแบบนอร์มันและมีการสร้างพื้นที่ที่ใช้ทำพิธีของโบสถ์ขึ้นในปี 1328 สัมผัสประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ของคณะสงฆ์อันยาวนาน 350 ปีที่ โบสถ์แบปทิสต์เบอร์ตัน-ออน-เดอะ-วอเทอร์ และอย่าลืมสำรวจ หมู่บ้านจำลอง ซึ่งเป็นแบบจำลองขนาดเล็กของศูนย์หมู่บ้านที่ทำจากหินที่มาจากท้องถิ่นและต้นไม้จริง ดูคอลเลกชันที่น่าประทับใจของรถไฟจำลองที่มีการทำงานมากกว่า 40 แบบที่ นิทรรศการและร้านของเล่นรถไฟจำลองเบอร์ตัน ชื่นชมการจัดแสดงนิทรรศการของรถแนววินเทจและของเล่นโบราณที่ พิพิธภัณฑ์รถยนต์และคอลเลกชันของเล่นคอทส์โวลด์ ดูสัตว์ป่าที่ อุทยานและสวนนก คอทส์โวลด์ ซึ่งเป็นที่อยู่ของนกแปลกและหายากประมาณ 500 ตัวในสภาพแวดล้อมป่าไม้ที่เป็นธรรมชาติ ค้นหาเบาะแสในการแก้ปริศนาและเข้าถึงใจกลางของพุ่มไม้เขาวงกตที่ ดรากอนฟลาย เมซ หลังจากที่ทำกิจกรรมมาทั้งวัน เพลิดเพลินไปกับเสน่ห์อันเชื้อเชิญของผับสมัยศตวรรษที่ 18 เช่น เมาส์แทรป อินน์ และ โอลด์ นิว อินน์ เที่ยวชม Cotswold Brewing Company โดยมีบริการนำเที่ยว ซึ่งใช้เวลาขับรถจากใจกลางหมู่บ้านไม่นาน เบอร์ตัน-ออน-เดอะ-วอเทอร์อยู่ห่างจาก เชลต์นัม ไปทางทางตะวันออกประมาณ 24 กิโลเมตร และห่างจาก อ๊อกซ์ฟอร์ด ไปทางตะวันตกประมาณ 53 กิโลเมตร นอกจากจะเป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยมสำหรับการท่องเที่ยวภายในวันเดียวแล้ว เชลต์นัมยังเป็นฐานที่เหมาะสมสำหรับการสำรวจเมืองและหมู่บ้านที่สวยงามอื่นๆ ในคอทส์โวลด์อีกด้วย บรอดเวย์, มอร์ตัน-อิน-มาร์ช และ วินช์คูมบ์ อยู่ห่างออกไปโดยใช้เวลาขับรถไม่ถึง 30 นาที

    Rattanaphon Pattha
  • เที่ยง
    • บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
  • บ่าย
    • หลังอาหารออกเดินทางสู่เมืองคาร์ดิฟ (133 กม.) เมืองหลวง แห่งเวลส์ ชมตัวเมืองคาร์ดีฟ เมืองหลวงของประเทศเวลส์ และยังเป็นเมืองท่าสำคัญริมทะเลไอริช เข้าชมปราสาทคาร์ดิฟ (Cardiff Castle) ที่มีการบรรยายประวัติความเป็นมาของเมืองคาร์ดิฟเมื่อประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว ผ่านทางภาพวาดบนฝาผนัง โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 1 ที่ พวกโรมันได้เข้ามาจนกระทั่งถึงพวกนอร์มัง ในที่สุดปราสาทคาร์ดิฟตกมาอยู่ในความครอบครองของขุนนางหลายตระกูลเรื่อยมาจนถึงตระกูลบิวท์ (Bute Family) ซึ่งภายหลังตระกูลบิวท์ได้ตกแต่งปรับปรุงปราสาทคาร์ดิฟให้มีความงดงามมากขึ้น
    คาร์ดิฟฟ์ เป็นเมืองหลวง เมืองที่ใหญ่ที่สุดและมีประชากรมากที่สุดของประเทศเวลส์ โด...

    คาร์ดิฟฟ์ เป็นเมืองหลวง เมืองที่ใหญ่ที่สุดและมีประชากรมากที่สุดของประเทศเวลส์ โดยเป็นเมืองที่มีฐานะเป็นนครในสหราชอาณาจักรและใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 11 ในสหราชอาณาจักร เป็นเมืองศูนย์กลางการค้า ที่ตั้งของสถาบันทางวัฒนธรรมแห่งชาติและสื่อสารมวลชนในภาษาเวลส์ และที่ตั้งของสมัชชาแห่งชาติเวลส์ จากข้อมูลสำมะโนประชากรในปี พ.ศ. 2554 มีประชากรในเขตรัฐบาลท้องถิ่นระดับเดียวราว 346,090 คน ขณะที่พื้นที่เขตเมืองมีประชากร 479,000 คน และในเขตปริมณฑลมากกว่า 1.4 ล้านคน คิดเป็นครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมดของแคว้น คาร์ดิฟฟ์เป็นเมืองที่มีความโดดเด่นด้านการท่องเที่ยว จากข้อมูลในปี พ.ศ. 2560 มีนักท่องเที่ยวมาเยือนคาร์ดิฟฟ์กว่า 21.3 ล้านคน คาร์ดิฟฟ์อยู่ในอันดับที่ 6 ของโลกสำหรับจุดหมายทางเลือกในการท่องเที่ยว จากการจัดอันดับโดยนิตยสาร เนชั่นแนลจีโอกราฟิก

    Rattanaphon Pattha
  • ค่ำ
    • บริการอาหารมื้อค่ำ ณ ภัตตาคาร พักที่: NOVOTEL BRISTOL CENTRE HOTEL หรือที่พักระดับใกล้เคียง
วันที่เจ็ด 7 : บริสทอล – บาธ – สโตนเฮนจน์–BICESTER OUTLET–ลอนดอน
  • เช้า
    • บริการอาหารเช้า ที่ห้องอาหารของโรงแรม

    • หลังอาหารเดินทางสู่เมืองบาธ “BATH” (22 กม.) เมืองมรดกโลกในปี ค.ศ. 1987 และมีโรงละคร, พิพิธภัณฑ์และสิ่งสำคัญทางวัฒนธรรมบาธตั้งอยู่เนินหลายลูกในหุบเขาของแม่น้ำเอวอน ดินแดนแห่งอาณาจักรโรมันอันยิ่งใหญ่บนเกาะ อังกฤษ เข้าชมโรมันบาธ (ROMAN BATHS) (รวมค่าเข้าชม) สถานที่ ที่ชาวโรมันมาสร้างไว้เป็นสถานที่อาบน้ำแร่ เมื่อ 2,000 ปีมาแล้ว

    • จากนั้นเดินทางสู่ทุ่งราบ ซอลส์บุรี “Salisbury Plain” (54 กม.)

    • นำท่านเข้าชม สโตนเฮนจ์ STONEHENGE (รวมค่าเข้าชม) วงหินปริศนาแห่งเกาะอังกฤษ นับเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคเก่า สร้างขึ้นราว 2,000 ปีก่อนคริสตกาล

    • นำท่านเปลี่ยนรถท้องถิ่นเพื่อเข้าชมสโตน์เฮนจ์ มีเวลาให้ท่านเดินเล่นชมความมหัศจรรย์ของวงหินปริศนา
    อังกฤษ ยังเป็นหนึ่งในเป้าหมายการท่องเที่ยวอันดับต้น ๆ ของผู้คนเสมอ เพราะมีครบ ไม...

    อังกฤษ ยังเป็นหนึ่งในเป้าหมายการท่องเที่ยวอันดับต้น ๆ ของผู้คนเสมอ เพราะมีครบ ไม่ว่าจะความสวยงามของธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ความเก่าแก่ อารยธรรม สถาปัตยกรรมสิ่งก่อสร้าง ความศิวิไลซ์ ความทันสมัย ไลฟ์สไตล์ อังกฤษมีให้ตอบโจทย์ทุกอย่าง พูดได้ว่าไปกี่ทีก็ไม่เบื่อ เพราะมีหลากหลายสไตล์มากจริง ๆ คราวนี้เราจะชวนไปเที่ยวเมืองหนึ่งในอังกฤษ ซึ่งมีสถานะเป็นถึงเมืองมรดกโลก นั่นก็คือ เมืองบาธ (Bath) เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี เพราะจุดขายคือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม จึงไม่ได้เปลี่ยนแปลง หรือมีข้อจำกัดตามฤดูกาลเหมือนแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เมืองบาธอยู่ทางตะวันตกของลอนดอน ตั้งอยู่บริเวณหุบเขาริมแม่น้ำเอวอน (Avon) จุดเด่นของบาธ คือ เป็นเมืองแห่งน้ำแร่และน้ำพุร้อน ผู้คนจากแผ่นดินใหญ่ของทวีปยุโรปนิยมข้ามน้ำข้ามทะเลไปพักผ่อนแช่น้ำพุร้อนที่เมืองนี้มานาน ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 1 หรือราว 2,000 ปีแล้ว รวมถึงราชวงศ์ของอังกฤษเองก็ใช้เมืองบาธเป็นเมืองพักผ่อนของราชวงศ์ ต่อเนื่องหลายร้อยปี แต่ราชวงศ์อังกฤษยุคปัจจุบันไม่นิยมไปอาบน้ำร้อนที่บาธแล้ว

    FUNNY TRIP HOLIDAY
    สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) ตั้งอยู่กลาง “ทุ่งราบซัลลิสเบอร์รี่” (Salisbury Plain) บร...

    สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) ตั้งอยู่กลาง “ทุ่งราบซัลลิสเบอร์รี่” (Salisbury Plain) บริเวณตอนใต้ของเกาะอังกฤษ สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนเพราะบริเวณโดยรอบนั้นไม่มีสิ่งปลูกสร้างอื่นใดเลย มีจำนวนแท่งหินทั้งหมด 112 ก้อน ตั้งเรียงเป็นวงกลมซ้อนกัน 3 วง และวางเรียงในลักษณะที่ต่างกัน ทั้งวางนอน วางพาดกัน และวางตั้งขึ้น นักวิทยาศาสตร์ได้คำนวณอายุของหินกลุ่มนี้ พบว่าน่าจะถูกสร้างขึ้นมาเมื่อประมาณ 3,000–2,000 ปีก่อนคริสตกาลนู่นเลย สรุปคืออายุกว่า 5,000 ปีแล้ว! การก่อสร้างสโตนเฮนจ์ ใช้เวลาสร้างต่อเนื่องกันมาถึง 3-4 ระยะ ในช่วงเวลาประมาณ 1,500 ปี คำนวนจากการที่หินแต่ละก้อน แต่ละชั้นมีอายุไม่เท่ากัน มาจากต่างยุคกัน ตั้งแต่ยุคหินตอนปลายจนถึงยุคสำริดตอนต้น สิ่งที่น่าสงสัยคือ บริเวณที่ราบดังกล่าวไม่มีก้อนหินขนาดมหึมานี้อยู่เลย ที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือมาจาก “ทุ่งมาร์ลโบโร” (Marlborough Downs) ที่อยู่ไกลออกไปประมาณ 40 กิโลเมตร และยังมีหินสีน้ำเงินหนักสี่ตัน ซึ่งพบได้บริเวณภูเขาพรีเซลีทางตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นเวลส์ (สันนิษฐานว่า ใช้แพลำเลียงล่องมาตามชายฝั่งเวลส์และแม่น้ำเอวอน แล้วชักลากต่อมาทางบก)

    FUNNY TRIP HOLIDAY
  • เที่ยง
    • บริการอาหารมื้อกลางวัน ณ ภัตตาคาร
  • บ่าย
    • ได้เวลาสมควรนำท่านออกเดินทางสู่สู่เมืองบิเชสเตอร์ (Bicester Outlet) (20 กม.) ศูนย์เอาท์เล็ทที่ใหญ่และมีสินค้าหลากหลายที่สุด มีเวลาให้ท่านช้อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนม อาทิ PRADA, GUICI, Burberry, Calvin Klien, D&G, DKNY, Bally Mulberry, Paul Smith, POLO ฯลฯ *** อิสระอาหารค่ำ ภายในเอ้าท์เล็ท *** .......... เดินทางกลับเข้าสู่กรุงลอนดอน (100 กม.)

    • พักที่: Holiday Inn London - Kensington High St หรือระดับใกล้เคียง
วันที่แปด 8 : ลอนดอน – ล่องเรือแม่น้ำเทมป์ – เข้าชมหอคอยลอนดอน ชมมงกุฎเพชร – ชมเมือง – ช้อปปิ้งย่า...
  • เช้า
    • บริการอาหารมื้อเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

    • นำท่านเดินางสู่ท่าเรือล่องชมความงามของแม่น้ำเทมป์ ที่ไหลผ่านกลางเมืองผ่านชม ลอนดอน อาย, หอนาฬิกาบิ๊ก เบน, ตึกแมรี่ แอ็กซ์ และอาคารเก่าแก่ อีกมากมาย

    • นำท่านถ่ายภาพคู่กับสะพาน ทาวเวอร์ บริดจ์ ที่สวยงามและเสมือนเป็นสัญลักษณ์ ของลอนดอน

    • นำท่านเข้าชมหอคอย แห่ง ลอนดอน (Tower of London) สถานที่ ที่เคยเป็นพระราชวัง แม้ในภายหลังจะเปลี่ยนมาเป็นคุกหลวง ที่จองจำบุคคลสำคัญของอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นพระมเหสี แอนน์ โบลีน เซอร์โทมัส มอร์ ฯลฯ ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ ที่น่าสนใจมากแห่งหนึ่งของประเทศ

    • นำท่านต่อแถวเพื่อเข้าชมมงกุฎเพชรประจำราชวงศ์อังกฤษ ท่านจะได้ชมเพชรโคอินูร์ (Koor-I-noor) กับเพชร คัลลิแนน (Cullinan II) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเครื่องราชกุฏภัณฑ์ที่สำคัญของประเทศ

    • จากนำท่านเก็บภาพตึกขาวหรือ ไวท์ ทาวเวอร์(White Tower) ที่เป็นจุดเริ่มต้นของอาคารทั้งหมด

    • จากนั้นมีเวลาให้ท่านเก็บภาพสะพานหอคอย (Tower Bridge) ที่ยิ่งใหญ่อลังการ และมีความสวยงามโด่งดังไปทั่วโลก
    แม่น้ำเทมส์ (อังกฤษ: River Thames - ออกเสียง : tɛmz) เป็นแม่น้ำใหญ่ที่ไหลในอังกฤ...

    แม่น้ำเทมส์ (อังกฤษ: River Thames - ออกเสียง : tɛmz) เป็นแม่น้ำใหญ่ที่ไหลในอังกฤษตอนใต้ และเป็นที่รู้จักมากที่สุดเพราะแม่น้ำไหลผ่านใจกลางกรุงลอนดอน นอกจากนี้ แม่น้ำยังไหลผ่านเมืองอื่น ๆ เช่น เมืองอ็อกซ์ฟอร์ด รีดดิง และ วินด์เซอร์ เป็นต้น หุบเขาเทมส์ ส่วนหนึ่งของอังกฤษ อยู่ตรงกลางแม่น้ำระหว่างออกซฟอร์ด และ ลอนดอนตะวันตก ถูกตั้งชื่อตามแม่น้ำแห่งนี้

    FUNNY TRIP HOLIDAY
    สะพานทาวเวอร์ หรือ ทาวเวอร์บริดจ์ เป็นสะพานแบบผสมผสานบาสคูลกับสะพานแขวนในลอนดอน...

    สะพานทาวเวอร์ หรือ ทาวเวอร์บริดจ์ เป็นสะพานแบบผสมผสานบาสคูลกับสะพานแขวนในลอนดอน สร้างขึ้นระหว่างปี 1886 และ 1894 เพื่อข้ามแม่น้ำเทมส์ สะพานตั้งอยู่ใกล้กับหอคอยลอนดอนและเป็นสัญลักษณ์ระดับโลกของเมืองลอนดอน จนทำให้ในบางครั้งอาจสับสนกับสะพานลอนดอน ซึ่งอยู่ห่างไป 0.5 ไมล์ (0.80 กิโลเมตร) ทางต้นน้ำ สะพานทางเวอร์เป็นหนึ่งในห้าสะพานของลอนดอนที่ดูแลโดยบริดจ์เฮาส์เอสเตทส์ องค์การภายใต้การดูแลขององค์การนครลอนดอน ลักษณะเด่นของสะพานคือหอคอยสะพานสองหอ

    Rattanaphon Pattha
    มงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด (อังกฤษ: St. Edward's Crown) เป็นหนึ่งในเครื่องราชกกุธภัณฑ์...

    มงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด (อังกฤษ: St. Edward's Crown) เป็นหนึ่งในเครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งสหราชอาณาจักรและเป็นกกุธภัณฑ์ที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่ง และเป็นมงกุฎที่ใช้เป็นมงกุฎราชาภิเษก (Coronation crown) อย่างเป็นทางการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์องค์ใหม่ของสหราชอาณาจักร มงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ดมีลักษณะคล้ายกับมงกุฎองค์เดิม ซึ่งสร้างในปี ค.ศ. 1661 สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 โดยสร้างขึ้นแทนมงกุฎองค์เดิมที่ถูกทำลายในสมัยของโอลิเวอร์ ครอมเวลล์ระหว่างสงครามกลางเมือง และเชื่อกันว่าเป็นมงกุฎที่สร้างเลียนแบบมงกุฎของสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดผู้สารภาพที่มีส่วนประกอบบางส่วนมาจากมงกุฎของสมเด็จพระเจ้าอัลเฟรดมหาราช มงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ดองค์เดิมทรงสวมโดยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดเมื่อวันคริสต์มัส ค.ศ. 1065 และว่ากันว่าเป็นมงกุฎที่ใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระเจ้าวิลเลียมที่ 1 ในวันคริสตมาสปีต่อมา ค.ศ. 1066 เพื่อเป็นการแสดงว่าทรงสืบราชบัลลังก์ต่อจากพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดมิใช่ด้วยการพิชิตอังกฤษของพระองค์ และใช้กันต่อมาในบรรดาพระมหากษัตริย์นอร์มันจนถึงรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าเฮนรีที่ 3 ผู้ทรงได้รับการสวมมงกุฎครั้งแรกโดยบาทหลวงแห่งวินเชสเตอร์ที่กลอสเตอร์ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1216 สร้างขึ้นสำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ว่ากันว่าบางส่วนสร้างจากทองจากมงกุฎเดิมที่ถูกทำลายโดยครอมเวลล์ และมีไข่มุกที่เป็นของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 มงกุฎที่ถูกทำลายอาจจะเป็นมงกุฎที่สร้างเลียนแบบมงกุฎของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดผู้สารภาพที่ไม่ใช่มงกุฎเดิมที่หายไปในสมัยของสมเด็จพระเจ้าจอห์นแห่งอังกฤษในปี ค.ศ. 1216 แต่แสตนลีย์อ้างว่าเครื่องราชกกุธภัณฑ์มีอยู่จน ค.ศ. 1642 และเก็บไว้ที่แอบบีเวสต์มินสเตอร์จนกระทั่งถึงรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าเฮนรีที่ 8. ตัวมงกุฎบนฐานประกอบด้วยกางเขนแพตตี สี่กางเขนที่ฐานสลับกับสัญลักษณ์ดอกลิลลีจำนวนสี่ดอก เหนือจากฐานขึ้นไปเป็นโค้งสองโค้งที่มีกางเขนอยู่ข้างบน ตรงกลางมงกุฎเป็นหมวกกำมะหยี่ที่มีขอบเป็นขนเออร์มิน เดิมประดับด้วยอัญมณีที่เช่ามาเฉพาะเมื่อมีการราชาภิเษก โดยเมื่อเสร็จสิ้นพระราชพิธีก็ถอดคืนเหลือแต่โครงมงกุฎเปล่าๆ และแต่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1911 เป็นต้นมาก็ได้มีการฝังอัญมณีอย่างถาวร ประกอบด้วยอัญมณี 444 ชิ้น ประกอบด้วยอะความารีนทรงกุหลาบ 345 เม็ด โทปาซสีขาว 37 เม็ด ทัวร์มาลีน 27 เม็ด ทับทิม 12 เม็ด แอเมทิสต์ 7 เม็ด ไพลิน 6 เม็ด เพทาย 2 เม็ด โกเมน 1 เม็ด ทับทิมสปิเนล 1 เม็ด และคาร์บันเคิล 1 เม็ด ไข่มุกเทียมบริเวณส่วนโค้งด้านบนและบริเวณฐานของมงกุฎได้ถูกเปลี่ยนเป็นทอง ซึ่งในสมัยนั้นใช้วัสดุเป็นทองคำเคลือบแพลตตินัม โดยได้ถูกสร้างให้มีขนาดเล็กลงเพื่อให้เข้ากับพระเจ้าจอร์จที่ 5 ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงมงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ดเป็นพระองค์แรกในรอบ 200 ปี

    Rattanaphon Pattha
  • เที่ยง
    • บริการอาหารกลางวัน (อาหารจีน Four Season) เมนูพิเศษ เป็ดย่างรสเลิศ เมนูเด็ดของร้าน ***

    • นำท่านเข้าสู่ถนนย่านช้อปปิ้ง ย่านอ็อกซ์ฟอร์ด สตรีท OXFORD STREET อันเป็นที่ตั้งของร้านค้าประเภทต่างๆ มากมาย อาทิ เซลฟริเจดส์ SELFRIDGES เป็นห้างที่มีครบครัน / มาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์ MARK & SPENCER สินค้าที่ชาวไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี อาทิ คุกกี้ ท็อฟฟี่ เสื้อผ้า ชุดชั้นใน ครีมอาบน้ำฯลฯ / พรีมาร์ค PRIMARK สินค้าแฟชั่นเสื้อผ้าในราคาสุดประหยัด
    ย่านช้อปปิ้ง Oxford street ถนนช้อปปิ้งสุดชิคที่ใหญ่ที่สุดใจกลางกรุงลอนดอนสวรรค์ข...

    ย่านช้อปปิ้ง Oxford street ถนนช้อปปิ้งสุดชิคที่ใหญ่ที่สุดใจกลางกรุงลอนดอนสวรรค์ของนักช้อป ด้วยร้านค้าที่มีมากกว่า 300 ร้าน ที่มีตั้งแต่สินค้าแบรนด์เนมที่คนไทยเรารู้จักกันดี ไปจนถึงสินค้าอาร์ตๆ โนเนม พ่วงด้วยห้างสรรพสินค้าชื่อดัง รวมทั้งยังมีการลดราคาสินค้าอยู่บ่อยๆ อีกด้วย Oxford street เป็นถนนสายหลักใน city of Westminster ย่านเวสต์เอนของลอนดอน ซึ่งมีความยาวมากถึง 1.6 กิโลเมตรเลยทีเดียว Oxford street เป็นชื่อที่ขาดไม่ได้อย่างเด็ดขาดสำหรับนักช้อป อย่างที่ได้บอกในข้างต้นว่ามีร้านค้าต่างๆ ให้เลือกใช้บริการมากกว่า 300 ร้านเลยทีเดียว สำหรับร้านที่แบรนด์คนไทยเรานิยมและรู้จักกันดีก็มีทั้ง H&M , Topshop , Zara , Burberry , Mango, Next , LongChamp , UniQLO , Esprit , Quicksilver เป็นต้น นอกจากนั้นแล้วที่นี่ยังสามารถหาแบรนด์อื่นๆ ได้เกือบครบทุกแบรนด์เลยทีเดียว อีกทั้งที่นี่ยังมีห้างชื่อดังในตำนานอย่าง Selfridges ห้างที่ใหญ่เป็นอันดับสองในอังกฤษ และอีกร้านที่น่าสนใจคือ house of Fraser ที่ผู้คนไม่แน่นมากและมีสินค้าวัยรุ่นน่ารักๆ ให้เลือกเยอะ สำหรับขาช้อปที่ชื่นชอบสินค้าลดราคา Debenhams เป็นห้างสรรพสินค้าใน Oxford street ที่ชอบมีการจัดลดราคาเป็นประจำ แถมยังชอบจัดเครื่องสำอางค์หรือน้ำหอมมาจัดเป็นเซ็ทและจัดจำหน่ายในราคาที่ถูกอีกด้วย นอกจากที่นี่จะเป็นแหล่งช้อปปิ้งชั้นเริ่ดแล้ว อีกหนึ่งข้อดีของที่นี่คือสามารถเดินทางไปมาได้สะดวกมากๆ เพราะถนนสายนี้เข้าถึงได้ง่าย เชื่อมต่อกับถนนช้อปปิ้งอื่นๆ อีกหลายสาย สามารถใช้การขนส่งธารณะได้หลายรูปแบบ ทั้งรถไฟใต้ดิน หรือบัสก็มีผ่านหลายสายเลยทีเดียว ดังนั้นสำหรับใครที่ยังมีแรงหรือยังช้อปปิ้งจากที่นี่ยังไม่หนำใจ สามารถเดินข้ามไปยัง Regent street เพื่อไปข้อปปิ้งย่านนั้นต่อ แถวนั้นก็จะมีห้าง Liberty ที่เป็นห้างชื่อดัง หรือจะเดินไปจนถึงย่านโซโห หรือที่รู้จักกันในนามไชน่าทาวน์เลยก็ได้

    Rattanaphon Pattha
  • ค่ำ
    • บริการอาหารมื้อค่ำ ณ ภัตตาคาร Berger & Lobster Restaurant เมนูพิเศษกุ้งมังกรรสเลิศ / นำคณะเดินทางเข้าสู่ที่พัก

    • พักที่: Holiday Inn London - Kensington High St / หรือระดับใกล้เคียง
วันที่เก้า 9 : ลอนดอน – ขึ้นลอนดอน อาย – ช้อปปิ้งห้างแฮร์ลอดส์
  • เช้า
    • บริการอาหารมื้อเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

    • นำท่านขึ้นนั่งชิงช้าสวรรค์ขนาดยักษ์ หรือ ลอนดอนอาย ซึ่งเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ชมทัศนียภาพของมหานครลอน บนความสูงถึง 135 เมตร ภาพยนตร์ 4 มิติ เรื่องราวเกี่ยวกับ เด็กหญิงตัวน้อยที่มาเที่ยวลอนดอนกับคุณพ่อและเธอได้จินตนาการว่าอยากจะเห็นมหานครลอนดอน จากมุมเบื้องสูง ซึ่งท่านก็จะได้ซึมซับกับภาพเหตุการณ์ของเธออย่างน่าตื่นเต้นและเร้าใจ

    • นำท่านนั่งรถชมมหานครลอนดอน, ผ่านชมรัฐสภาของอังกฤษริมแม่น้ำเทมส์, จัตุรัสรัฐสภา, มหาวิหารเวสทมินส์เตอร์, หอนาฬิกาบิ๊กเบน, ถนนดาวน์นิง ที่ตั้งของบ้านพักนายก รัฐมนตรีอังกฤษ, จตุรัสทราฟัลการ์ อนุสรณ์ของนายพลลอร์ด เนลสัน และชัยชนะของอังกฤษเหนือทัพของนโปเลียน ณ แหลมทราฟัลการ์, มหาวิหารเซนต์พอลส์, ธนาคารชาติของอังกฤษ, กองบัญชาการตำรวจสก๊อตแลนด์ยาร์ด ผ่านชมพระราชวังบักกิ้งแฮม ที่ใช้ว่าราชการของสมเด็จพระบรมราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 และพระราชวงศ์ชั้นสูง
    ลอนดอนอาย หรือยังรู้จักในชื่อ มิลเลเนียมวีล เป็นชิงช้าสวรรค์ที่สูงที่สุดในทวีป...

    ลอนดอนอาย หรือยังรู้จักในชื่อ มิลเลเนียมวีล เป็นชิงช้าสวรรค์ที่สูงที่สุดในทวีปยุโรป มีความสูง 135 เมตร (443 ฟุต) และกลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมและเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างมากในสหราชอาณาจักร มีผู้มาเยือนมากกว่า 3 ล้านคนต่อปี ส่วนบัตรเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่อยู่ที่ 15 ปอนด์ต่อคน ซึ่งในอดีตเคยเป็นชิงช้าสวรรค์ก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลก ก่อนจะถูกชิงตำแหน่งไปจากชิงช้าสวรรค์ เดอะ สตาร์ ออฟ นานชาง ในประเทศจีน (160 เมตร) ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2006 ต่อมาภายหลังตำแหน่งตกเป็นของ สิงคโปร์ฟลายเออร์ ในประเทศสิงคโปร์ (165 เมตร) ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2008 อย่างไรก็ตาม ลอนดอน อาย ก็ยังคงได้รับตำแหน่งจากการให้บริการว่า "ชิงช้าสวรรค์ที่ก่อสร้างด้วยโครงเหล็กค้ำข้างเดียวที่สูงที่สุดในโลก" (เพราะการโครงสร้างทั้งหมดใช้โครงค้ำเหล็กรูปตัว A ในการให้บริการโดยใช้โครงค้ำเพียงแค่ด้านเดียวเท่านั้นไม่เหมือนชิงช้าสวรรค์อื่นๆ ทั่วไป ที่มีโครงค้ำสองข้าง) ลอนดอน อาย ตั้งอยู่ ณ ที่ฝั่งสุดด้านตะวันตกของสวนจูบิลี่ บนริมฝั่งทางใต้ของแม่น้ำเทมส์ ในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ตั้งอยู่ระหว่างสะพานเวสต์มินสเตอร์กับสะพานฮันเกอร์ฟอร์ด โดยสถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของโดมแห่งการค้นพบ ที่เคยสร้างขึ้นเพื่อใช้ในงานนิทรรศการเฟสติวัล ออฟ บริเตน ในปี ค.ศ. 1951

    Rattanaphon Pattha
    เวสต์มินสเตอร์แอบบี (อังกฤษ: Westminster Abbey) หรือชื่อทางการ โบสถ์ร่วมนักบุญปี...

    เวสต์มินสเตอร์แอบบี (อังกฤษ: Westminster Abbey) หรือชื่อทางการ โบสถ์ร่วมนักบุญปีเตอร์ที่เวสต์มินสเตอร์ (อังกฤษ: Collegiate Church of Saint Peter at Westminster) เป็นโบสถ์แอบบีสถาปัตยกรรมกอธิกขนาดใหญ่ในนครเวสต์มินสเตอร์ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ตั้งอยู่ทางตะวันตกของพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ เป็นหนึ่งในศาสนสถานที่เป็นที่รู้จักดีที่สุดของสหราชอาณาจักร รวมถึงเป็นที่จัดพระราชพิธีราชาภิเษก และเป็นที่ฝังพระบรมศพชองกษัตริย์อังกฤษและบริเตน เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์เริ่มสร้างเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 616 ณ ที่ตั้งปัจจุบันที่เดิมเรียกว่าธอร์น อาย (เกาะธอร์น) ซึ่งเป็นเกาะกลางแม่น้ำ ตามตำนานกล่าวว่าคนหาปลาในแม่น้ำเทมส์ชื่ออัลดริชเห็นนักบุญซีโมนเปโตรมาปรากฏตัวใกล้กับที่ตั้งแอบบีย์ในปัจจุบัน ซึ่งอาจจะเป็นเหตุผลของการที่แอบบีย์ได้รับปลาซาลมอนจากคนหาปลาในแม่น้ำเทมส์ต่อมา แต่ตามหลักฐานที่น่าเชื่อถือกว่ากล่าวว่าในคริสต์ทศวรรษ 960 หรือต้นคริสต์ทศวรรษ 970 นักบุญดันสตันร่วมกับพระเจ้าเอ็ดการ์ผู้รักสงบได้ก่อตั้งอารามคณะเบเนดิกตินขึ้นที่นี่ ต่อมาพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดธรรมสักขีก็สร้างแอบบีย์ให้เป็นโบสถ์หินระหว่างปี ค.ศ. 1045 ถึงปี ค.ศ. 1050 เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังของพระองค์ แอบบีย์ได้รับการสถาปนาเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม ค.ศ. 1065 เพียงอาทิตย์เดียวก่อนที่จะเสด็จสวรรคตและใช้เป็นที่ฝังพระศพของพระองค์เอง ในปี ค.ศ. 1245 พระเจ้าเฮนรีที่ 3 ก็ทรงสร้างแอบบีใหม่แทนแอบบีย์เดิมและทรงเลือกให้เป็นที่บรรจุพระศพของพระองค์เอง

    Rattanaphon Pattha
    หอนาฬิกาบิ๊กเบน (Big Ben) หนึ่งในนาฬิกาที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก สัญลักษณ์สำคัญข...

    หอนาฬิกาบิ๊กเบน (Big Ben) หนึ่งในนาฬิกาที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก สัญลักษณ์สำคัญของทั้งกรุงลอนดอนและสหราชอาณาจักร รวมถึงปรากฎอยู่ในงานศิลปะ หนังสือ ภาพยนตร์ และโทรทัศน์มากมาย ในบทความนี้พาไปติดตามข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับประวัติของหอนาฬิกาบิ๊กเบน เช่น บิ๊กเบนไม่ใช่ชื่อหอนาฬิกา การออกแบบและก่อสร้างหอนาฬิกาบิ๊กเบน และความเที่ยงตรงและแม่นยำของนาฬิกาบิ๊กเบน หอนาฬิกาบิ๊กเบน (Big Ben) เป็นหอนาฬิกาประจำพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ (Palace of Westminster) ซึ่งในปัจจุบันใช้เป็นรัฐสภาอังกฤษ ตั้งอยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระราชวัง หอนาฬิกาบิ๊กเบน เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก ย้อนไปตั้งแต่ปี 1834 พระราชวังเวสต์มินสเตอร์ ( Palace of Westminster) ถูกไฟไหม้เกือบทั้งหมด ต่อมาในปี 1840 เริ่มการก่อสร้างพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ใหม่ โดย สถาปนิก Charles Barry ได้รับเลือกให้เป็นผู้ออกแบบพระราชวังแห่งใหม่ รวมถึงหอนาฬิกา ซึ่ง Charles Barry ได้จ้าง Augustus Welby Pugin เพื่อช่วยงานออกแบบตามสถาปัตยกรรมฟื้นฟูกอทิก (Neo-Gothic architecture หรือ Gothic Revival architecture) หรีอ สถาปัตยกรรมวิกตอเรีย (Victorian architecture) โดยปี 1843 มีการวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างหอนาฬิกา หอนาฬิกาสูงประมาณ 97.5 เมตร ว่ากันว่าประมาณรถเมล์ลอนดอน 21 คันวางซ้อนทับกัน หนัก 8,667 ตัน สร้างจากหินและอิฐ จากนั้นในปี 1846 ก็มีการแข่งขันจัดขึ้นเพื่อตัดสินว่าใครควรเป็นผู้สร้างนาฬิกา นาฬิกาบิ๊กเบน ออกแบบโดย Edmund Beckett Denison ร่วมกับ Sir George Airy และ Edward Dent ในช่วงประมาณปี 1851-52 ใช้เวลา 2 ปี ในการสร้างกลไกนาฬิกาให้เสร็จสมบูรณ์และมีราคา 2,500 ปอนด์ (เทียบเท่ากับ 285,000 ปอนด์ในปัจจุบัน) มีการออกแบบให้เข็มนาฬิกาขนาดใหญ่ไม่เสี่ยงจากแรงกดดันจากภายนอก เช่น นก หรือ ลมกระโชกแรง ที่อาจรบกวนการแกว่งของลูกตุ้มของนาฬิกาซึ่งส่งผลต่อความเที่ยงตรงแม่นยำของนาฬิกา เรียกว่า Double Three-legged Gravity Escapement บิ๊กเบน ไม่ใช่ชื่อหอนาฬิกา แต่ว่ากันว่าเป็นชื่อระฆังใบใหญ่ที่สุด หนัก 15.1 ตัน ซึ่งแขวนไว้บริเวณช่องลมเหนือหน้าปัดนาฬิกา ทั้งนี้มีระฆังรวมทั้งสิ้น 5 ใบ โดย 4 ใบจะถูกตีเป็นทำนอง ส่วนระฆังใบใหญ่ที่สุดจะถูกตีบอกชั่วโมงตามตัวเลขที่เข็มสั้นชี้บนหน้าปัดนาฬิกา ขณะที่นักประวัติศาสตร์บางคนกล่าวว่าชื่อ บิ๊กเบน นี้เป็นชื่อเล่นของ Sir Benjamin Hall ผู้รับหน้าที่เป็นผู้บัญชาการคนแรกของการทำงาน เพราะเขาเป็นคนรูปร่างสูง นาฬิกาบิ๊กเบน เป็นนาฬิกา 4 หน้าปัดที่ตีบอกเวลาที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ละหน้าปัดทำจากแก้วโอปอล 324 ชิ้นในกรอบเหล็กหล่อ หน้าปัดมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 7 เมตร เข็มนาทีทำจากแผ่นทองแดง ยาว 4.3 เมตร ส่วนเข็มชั่วโมงทำจากโลหะปืน ยาว 2.7 เมตร นาฬิกาบิ๊กเบน จะตีระฆังทุกๆ ชั่วโมง และระฆังขนาดเล็กที่อยู่รอบๆ 4 ใบจะตีระฆังทุกๆ 15 นาที นาฬิกาและระฆังถูกติดตั้งพร้อมกันในเดือนเมษายนปี 1859 และเริ่มบอกเวลาในวันที่ 31 พฤษภาคม ปี 1859 มีการทดสอบที่ซับซ้อนเพื่อให้แน่ใจว่านาฬิกามีความแม่นยำ โดยที่ หอดูดาวแห่งกรีนิช หรือ Royal Observatory Greenwich ซึ่งเป็นโครโนมิเตอร์ (chronometer) มาตรเวลาที่แม่นยำที่สุดของประเทศ มีการใช้สายโทรเลขเพื่อส่งเวลาบนโครโนมิเตอร์ จาก Royal Observatory ไปยังพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องนาฬิกา ผ่านการทดสอบและบอกเวลาที่ถูกต้องได้แน่นอน หอนาฬิกาบิ๊กเบนมีความสำคัญมากเพราะหอดูดาวแห่งกรีนิช หรือ Royal Observatory Greenwich ซึ่งเป็นศูนย์ควบคุมเวลามาตรฐานของโลกใช้เป็นเครื่องบอกเวลามาตรฐาน

    Rattanaphon Pattha
  • เที่ยง
    • บริการอาหารมื้อกลางวัน ณ ภัตตาคาร

    • นำท่านเข้าสู่ห้างแฮร์ลอดส์ (Harrods) มีชื่อเสียงของอังกฤษ และเป็นบริเวณที่มีห้าง สินค้าแบรนด์เนมมากมาย อาทิ MARK & SPENCER, NEXT, BURBERRY ฯลฯ บริเวณนีเต็มไปด้วยร้านค้าแบนด์เนม และสินค้าพื้นเมืองที่มีชื่อเสียง รวมถึงร้าน ชา กาแฟ น่ารักๆ มากมาย ท่านจะเพลิดเพลินกับบรรยากาศแบบ ลอนดอนเนอร์อย่างแท้จริง
    แฮร์รอดส์ (อังกฤษ: Harrods) เป็นห้างสรรพสินค้าหรูหราบนถนนบรอมพ์ตันในเขตไนท์สบริด...

    แฮร์รอดส์ (อังกฤษ: Harrods) เป็นห้างสรรพสินค้าหรูหราบนถนนบรอมพ์ตันในเขตไนท์สบริดจ์ ลอนดอน สหราชอาณาจักร ตราแฮร์รอดส์ยังนำไปใช้กับวิสาหกิจอื่น ๆ ที่ดำเนินงานโดยกลุ่มบริษัทแฮร์รอดส์ รวมถึงธนาคารแฮร์รอดส์ แฮร์รอดส์เอสเตทส์ แฮร์รอดส์เอเวียชัน และแอร์แฮร์รอดส์ ห้างตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 18,000 ตารางเมตร มีพื้นที่จำหน่ายสินค้ากว่า 90,000 ตารางเมตรในร้านค้ากว่า 330 ร้าน ห้างเซลฟริดจ์สบนถนนออกซฟอร์ดซึ่งเป็นห้างที่ใหญ่เป็นอันดับสองในสหราชอาณาจักร มีขนาดมากกว่าครึ่งหนึ่งของแฮร์รอดส์เล็กน้อย โดยมีพื้นที่จำหน่ายสินค้า 50,000 ตารางเมตร แฮร์รอดส์ก่อตั้งขึ้นโดย ชาร์ลส์ เฮนรี แฮร์รอด เมื่อ พ.ศ. 2377 โดยตั้งเป็นร้านขายส่งในเขตสเตปนีย์ ย่านอีสต์เอนด์ เนื่องด้วยความสนใจเกี่ยวกับชาเป็นพิเศษ ต่อมาใน พ.ศ. 2392 แฮร์รอดได้ซื้อร้านค้าขนาดเล็กแห่งหนึ่งในเขตไนท์สบริดจ์บนที่ตั้งของห้างในปัจจุบัน เพื่อหนีความวุ่นวายของเมืองชั้นใน และเพื่อโอกาสทำกำไรจากนิทรรศการใหญ่แสดงผลงานทางอุตสาหกรรมจากทุกพื้นทวีป ที่จัดขึ้นใน พ.ศ. 2394 ใกล้กับสวนสาธารณะไฮด์ โดยตอนแรกเริ่มต้นจากร้านค้าห้องเดียว มีผู้ช่วยสองคนและผู้ส่งสารอีกหนึ่งคน ต่อมาชาร์ลส์ ดิกบี แฮร์รอด ผู้เป็นบุตรชาย ได้ดำเนินกิจการจนกลายเป็นธุรกิจขายปลีกที่เฟื่องฟู จำหน่ายยา น้ำหอม เครื่องเขียน ผลไม้ และผัก แฮร์รอดส์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนกระทั่ง พ.ศ. 2423 ได้ซื้ออาคารที่อยู่ติดกันและจ้างพนักงานหนึ่งร้อยคน เมื่อต้นเดือนธันวาคม พ.ศ. 2426 ตัวอาคารได้เกิดเพลิงไหม้ ทำให้กิจการที่กำลังเจริญรุ่งเรืองต้องถดถอยลง แต่กระนั้น ชาร์ลส์ แฮร์รอด ยังคงบริการส่งสินค้าแก่ลูกค้าในเทศกาลคริสต์มาสในปีนั้น และทำกำไรได้อย่างดี อาคารใหม่ถูกสร้างขึ้นบนตำแหน่งเดิม และในเวลาไม่นานแฮร์รอดส์ก็ได้รับความเชื่อถือมากขึ้นจากลูกค้าชั้นนำ เช่น ออสการ์ ไวลด์ ลิลลี แลงทรี นักแสดงหญิงระดับตำนาน เอลเลน เทอร์รี Noël Coward ซิกมุนด์ ฟรอยด์ เอ. เอ. ไมลน์ และสมาชิกราชวงศ์อังกฤษหลายพระองค์ วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441 แฮร์รอดส์ได้เปิดตัวบันไดเลื่อนตัวแรกในอังกฤษในห้างที่ถนนบรอมพ์ตัน ซึ่งลักษณะเป็นอุปกรณ์คล้ายล้อตีนตะขาบจากหนังทอที่มีตับลูกกรงจากไม้มะฮอกกานีและกระจกฉาบเงิน ลูกค้าที่ตื่นตระหนกจากการขึ้นบันไดเลื่อนจะได้รับบรั่นดีที่ด้านบนบันไดเพื่อช่วยกระตุ้นประสาท

    Rattanaphon Pattha
  • ค่ำ
    • บริการอาหารมื้อค่ำ ณ ภัตตาคาร

    • พักที่: HILTON HEATHROW AIRPORT / หรือระดับใกล้เคียง
วันที่สิบ 10 : สนามบินลอนดอน ฮีธโธรว์ – กรุงเทพฯ
  • เช้า
    • บริการอาหารมื้อเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
  • 08:00
    • นำท่านออกเดินทางสู่สนามบินฮิธโธรว์ ลอนดอน
  • 11:50
    • เหิรฟ้าสู่กรุงเทพฯ...โดย สายการบินไทย แอร์เวย์ Thai Airways เที่ยวบินที่ TG919
วันที่สิบเอ็ด 11 : กรุงเทพฯ
  • 06:15
    • เดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ...โดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจ

เงื่อนไข & ข้อตกลง

เงื่อนไขในการสำรองที่นั่งและจ่ายเงิน
  • ค่ามัดจำท่านละ 50,000 THB

    บริษัทฯขอสงวนสิทธิ์ยกเลิกการเดินทางก่อนล่วงหน้า 10 วัน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อไม่สามารถทำกรุ๊ปได้อย่างน้อย 20 ท่าน และหรือ ผู้ร่วมเดินทางในคณะไม่สามารถผ่านการพิจารณาวีซ่าได้ครบ 20 ท่าน ซึ่งในกรณีนี้ ทางบริษัทฯ ยินดีคืนเงินให้ทั้งหมดหักค่าธรรมเนียมวีซ่า หรือจัดหาคณะทัวร์อื่นให้ ถ้าท่านต้องการ

     บริษัทฯขอสงวนสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางประการในทัวร์นี้ เมื่อเกิดเหตุจำเป็น สุดวิสัย จนไม่อาจแก้ไขได้ และจะไม่รับผิดชอบใดๆ ในกรณีที่สูญหาย สูญเสียหรือได้รับบาดเจ็บ ที่นอกเหนือความ รับผิดชอบของหัวหน้าทัวร์และเหตุสุดวิสัยบางประการเช่น การนัดหยุดงาน ภัยธรรมชาติ การจลาจล ต่างๆ

    เนื่องจากรายการทัวร์นี้เป็นแบบเหมาจ่ายเบ็ดเสร็จ หากท่านสละสิทธิ์การใช้บริการใดๆตามรายการ หรือถูกปฏิเสธการเข้า และออกประเทศไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม ทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ไม่คืนเงินในทุกกรณี

     เมื่อท่านได้ชำระเงินมัดจำหรือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการชำระผ่านตัวแทนของบริษัทฯ หรือชำระโดยตรงกับทางบริษัทฯ ทางบริษัทฯ จะขอถือว่าท่านรับทราบและยอมรับในเงื่อนไขต่างๆของบริษัทฯ ที่ได้ระบุไว้โดยทั้งหมด

เงื่อนไขการยกเลิกการสำรองที่นั่ง
  •  ยกเลิกก่อนการเดินทาง 30 วัน – คืนค่าใช้จ่ายทั้งหมด ยกเว้นกรุ๊ปที่เดินทางช่วงวันหยุด หรือเงินค่ามัดจำที่ต้อง การันตีที่นั่งกับสายการบิน หรือ กรุ๊ปที่มีการการันตีค่ามัดจำที่พักโดยตรงหรือโดยการผ่านตัวแทนในประเทศ หรือ ต่างประเทศและไม่อาจขอคืนเงินได้ (ค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริง)

    แจ้งยกเลิกก่อนเดินทางระหว่าง (>= AND <=) 16 ถึง 29 วัน บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการเก็บค่าบริการ 50 % แจ้งยกเลิกก่อนเดินทางระหว่าง (>= AND <=) 1 ถึง 15 วัน บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการเก็บค่าบริการทั้งหมด ทุกรายที่สามารถยกเลิกได้ มีค่าธรรมเนียมการยกเลิก 10% ของราคาค่าทัวร์เต็มจำนวน
ข้อมูลเอกสารในการขอวีซ่า
  • หนังสือเดินทาง (ตัวจริง) ที่เหลืออายุใช้งานไม่ต่ำกว่า 6 เดือน และมีหน้าหนังสือเดินทางว่างอย่างน้อย 3 หน้า

     รูปถ่ายสี ฉากหลังเป็นสีขาวเท่านั้น ขนาด 1.5 x 2 นิ้ว จำนวน 3 รูป (ต้องถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน) หน้าตรง ไม่สวมแว่นตา ไม่ยิ้มเห็นฟัน ขึ้นอยู่กับประเทศที่จะเดินทาง (สถานทูตไม่รับรูปที่ปริ๊นจากคอมพิวเตอร์)

     สำเนาบัตรประชาชน 1 ชุด

    สำเนาทะเบียนบ้าน 1 ชุด

    หลักฐานแสดงสถานะการทำงาน 1 ชุด

     กรณีเจ้าของกิจการ/ค้าขาย : หลักฐานทางการค้า เช่น สำเนาใบรับรองจากกระทรวงพาณิชย์หรือใบทะเบียนการค้าที่มีชื่อผู้เดินทาง หรือ สำเนาใบเสียภาษี (ภพ.20) อายุย้อนหลังไม่เกิน 3 เดือน (นับจากเดือนที่จะเดินทาง)

      กรณีข้าราชการ/พนักงาน/ผู้ถือหุ้น : หนังสือรับรองการทำงานจากหน่วยงานเป็นภาษาอังกฤษ(ตัวจริง) ระบุตำแหน่ง เงินเดือน และวันเริ่มงาน อายุย้อนหลังไม่เกิน 1 เดือน (นับจากเดือนที่จะเดินทาง) พร้อมสลิปเงินเดือน ย้อนหลัง 3 เดือน

     กรณีนักเรียนและนักศึกษา : หนังสือรับรองการเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาเป็นภาษาอังกฤษ(ตัวจริง) จากสถาบันที่ศึกษาอยู่ อายุย้อนหลังไม่เกิน 1 เดือน (นับจากเดือนที่จะเดินทาง)

    หนังสือแสดงการเคลื่อนไหวทางบัญชี (Bank Statement) (ตัวจริง)ของบัญชีออมทรัพย์ ย้อนหลัง 6 เดือน โดยต้องมีเลขที่บัญชีระบุอยู่ทุกหน้า แต่ในกรณีที่ยอดเงินในบัญชีออมทรัพย์ไม่ถึง 6 หลัก สามารถแนบ Statements หรือสำเนาสมุดบัญชีฝากประจำเพิ่มเติมในการยื่นได้)

    หนังสือรับรองจากธนาคาร (Bank Guarantee) (ตัวจริง) ในการออกจดหมายรับรองกรุณาระบุคำว่า TO WHOM IT MAY CONCERN แทนการใช้ชื่อแต่ละสถานทูต (เนื่องจากประเทศในยุโรปเข้าร่วมกลุ่มยูโรโซน) และกรุณาสะกดชื่อให้ตรงกับหน้าพาสปอร์ต และหมายเลขบัญชีเล่มเดียวกับ Statement ที่ท่านจะใช้ยื่นวีซ่า (ใช้เวลาดำเนินการขอประมาณ 3-5 วันทำการ) โดยต้องทำแยกกัน ระบุตามชื่อผู้เดินทาง 1 ท่าน / 1 ฉบับ

    ข้าราชการ และนักเรียน หนังสือรับรองจากต้นสังกัด หนังสือรับรองเป็นภาษาอังกฤษ

    กรณีเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ / หากเด็กไม่ได้เดินทางกับบิดา/มารดาคนใดคนหนึ่ง หรือบิดามารดาไม่ได้เดินทางทั้งสองคน ต้องมีจดหมายยินยอมให้เดินทางไปต่าง ประเทศจากบิดา และ มารดา ซึ่งจดหมายต้องออกโดยที่ว่าการอำเภอ

    สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี) 1 ชุด

    สำเนาสูติบัตร 1 ชุด (กรณีอายุต่ำกว่า 20 ปี)

     สำเนาทะเบียนสมรส หรือ สำเนาทะเบียนหย่า 1 ชุด (ถ้ามี)

     สำเนาใบมรณะบัตร 1 ชุด (กรณีเป็นหม้าย)

     หนังสือเดินทางที่เหลืออายุใช้งานไม่ต่ำกว่า 6 เดือน และมีหน้าหนังสือเดินทางว่างอย่างน้อย 3 หน้า

     ในกรณีเป็น บิดา/มารดา/บุตร, สามี/ภรรยา และญาติ (สามารถรับรองค่าใช้จ่ายให้กันได้) โดยใช้เอกสารเพิ่มเติม

อัตราค่าบริการนี้รวม
  •  โรงแรมที่พักตามระบุหรือเทียบเท่าในระดับเดียวกัน ราคาโรงแรมจะปรับขึ้น 3-4 เท่าตัว หากวันเข้าพักตรงกับงานเทศกาลหรือการประชุมต่างๆ อันเป็นผลที่ทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนย้ายเมือง โดยคำนึงถึงความเหมาะสมเป็นหลัก

     ค่าอาหารที่ระบุในรายการ ให้ท่านได้เลิศรสกับอาหารท้องถิ่นในแต่ละประเทศ

    ค่าบริการนำทัวร์โดยหัวหน้าทัวร์ผู้มีประสบการณ์นำเที่ยวให้ความรู้ และคอยดูแลอำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง 1 ท่าน

    ค่าประกันอุบัติเหตุในการเดินทางวงเงินท่านละ 5,000,000 บาท (ชึ้นอยู่กับเงื่อนไขกรมธรรม์) ในกรณีท่านอายุเกิน 75 ปี ท่านต้องซื้อประกันเพิ่ม

    ค่ารถปรับอากาศนำเที่ยวตามระบุไว้ในรายการ พร้อมคนขับรถที่ชำนาญเส้นทาง กฎหมายในยุโรปไม่อนุญาตให้คนขับรถเกิน 12 ช.ม./วัน

     ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-ลอนดอน-กรุงเทพฯ

     ค่ายกกระเป๋าใบใหญ่ท่านละ 1 ใบ น้ำหนักไม่เกิน 25 กก. / กระเป๋าใบเล็กอยู่ในความดูแลของท่านเองไม่เกิน 7 กก.

     รวมค่า RT-PCR TEST ก่อนกลับประเทศไทยแล้วหากมีการยกเลิกการตรวจทางบริษัทจะคืนเงินให้ 4,000 บาท

     ค่าธรรมเนียมในการยื่นวีซ่าอังกฤษ

     ค่าทิปพนักงานขับรถระหว่างการท่องเที่ยวในอังกฤษ

     น้ำดื่มคอยบริการบนรถตลอดการเดินทาง

อัตราค่าบริการนี้ไม่รวม
  •  ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 % และค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3 %

    ค่าใช้จ่ายส่วนตัว อาทิ ค่าโทรศัพท์ , ค่าซักรีด , ค่าเครื่องดื่มและอาหารนอกเหนือจากที่ระบุในรายการ

     ค่าผกผันของภาษีน้ำมันที่ทางสายการบินแจ้งเปลี่ยนแปลงกะทันหัน

     ค่าเอกสารเพิ่มเติมจากสถานทูต(ค่าแปลเอกสารในบางกรณี)

    ค่าทิปหัวหน้าทัวร์ โดยเฉลี่ย 100 บาท / ท่าน / วัน (1,100 บาท) ***หากท่านประทับใจในการบริการ***

หมายเหตุ
  •  กรณีวีซ่าที่ท่านยื่นไม่ผ่านการพิจารณา และคณะสามารถออกเดินทางได้ ท่านจะต้องเสียค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้นดังต่อไปนี้

    - ค่าธรรมเนียมการยื่นวีซ่าและค่าดำเนินการ ทางสถานทูตจะไม่คืนค่าธรรมเนียมใดๆทั้งสิ้นแม้ว่าจะผ่านหรือไม่ผ่านการพิจารณา

    - ค่ามัดจำตั๋วเครื่องบิน หรือตั๋วเครื่องบินที่ออกมาจริง ณ วันยื่นวีซ่า ซึ่งตั๋วเป็นเอกสารที่สำคัญในการยื่นวีซ่า หากท่านไม่ผ่านการพิจารณา ตั๋วเครื่องบินถ้าออกตั๋วมาแล้วจะต้องทำการ REFUND โดยจะมีค่าธรรมเนียมที่ท่านต้องถูกหักบางส่วน และส่วนที่เหลือจะคืนให้ท่านภายใน 45-60 วัน (ตามกฎของแต่ละสายการบิน) ถ้ายังไม่ออกตั๋วท่านจะเสียแต่ค่ามัดจำตั๋วตามจริงเท่านั้น

    - ค่าห้องพักในทวีปยุโรป ถ้าคณะออกเดินทางได้ และท่านไม่ผ่านการพิจารณาวีซ่า ตามกฎท่านจะต้องโดนค่ามัดจำห้องใน 2 คืนแรกของการเดินทางหากท่านไม่ปรากฏตัวตามวันที่เข้าพัก ทางโรงแรมจะต้องยึดค่าห้อง 100% ในทันที ทางบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบ และมีเอกสารชี้แจงให้ท่านเข้าใจ

     หากท่านผ่านการพิจารณาวีซ่า แล้วยกเลิกการเดินทางทางบริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการยึดค่าใช้จ่ายทั้งหมด 100%

     ทางบริษัทเริ่มต้น และจบ การบริการ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ กรณีท่านเดินทางมาจากต่างจังหวัด หรือต่างประเทศ และจะสำรองตั๋วเครื่องบิน หรือพาหนะอย่างหนึ่งอย่างใดที่ใช้ในการเดินทางมาสนามบิน ทางบริษัทจะไม่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่นอกเหนือจากโปรแกรมการเดินทางของบริษัท ฉะนั้นท่านควรจะให้กรุ๊ป FINAL 100% ก่อนที่จะสำรองยานพาหนะ

PraewpringTravel ตรวจสอบแล้ว

Member Since Feb 2021

เริ่มต้นเพียง ฿132,732
ขอยกเลิกบริการเสริมพักเดี่ยว เติมใจพักร่วมกับท่านอื่นที่บริษัททัวร์จัดให้
  • 25000 {{pay_now_price_html}}
  • 25000 {{pay_now_price_html}}
เริ่มต้นเพียง ฿132,732
0 บทวิจารณ์
เริ่มต้นเพียง ฿132,732
0 บทวิจารณ์